“เจมี่ คาร์ราเกอร์” จากเซนเตอร์จอมสู้ สู่นักวิจารณ์จอมสับ

ในยุคปัจจุบัน หากถามถึงนักวิเคราะห์วิจารณ์ฟุตบอลที่มีความโดดเด่นตรงกล้าพูดกล้าเถียงแบบกล้าได้กล้าเสียของประเทศอังกฤษแล้วละก็ เชื่อว่าหนึ่งในนั้นย่อมต้องมีชื่อของ “คาราร์” เจมี่ คาร์ราเกอร์ (Jamie Carragher) อดีตปราการหลังจอมแกร่งของหงส์แดง ลิเวอร์พูล อยู่ด้วยอย่างแน่นอน

เจมี่ คาร์ราเกอร์ เป็นชาวบูทธ์เทิ้ล เมอร์ซี่ย์ไซด์ ประเทศอังกฤษ โดยกำเนิด โดยเริ่มต้นชีวิตการเป็นนักเตะจากการเป็นเด็กปั้นของหงส์แดง ลิเวอร์พูล มาตั้งแต่อายุ 9 ขวบ ในช่วงปี ค.ศ. 1988-1989 ก่อนจะแอบแวบไปเป็นเด็กปั้นของเอฟเวอโตเนี่ยน เอฟเวอร์ตัน อยู่ 1 ซีซั่น คือช่วงปี ค.ศ. 1989-90 ก่อนจะกลับสู่อ้อมอกของลิเวอร์พูลอีกครั้งในช่วงปี ค.ศ. 1990-96 กระทั่งได้เทิร์นโปรขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1996 และยิงยาวในสีเสื้อของลิเวอร์พูลจนกระทั่งแขวนสตั๊ดในปี ค.ศ. 2013 ซึ่งหากแกรี่ เนวิลล์ คือมิสเตอร์ยูไนเต็ด ที่เติบโตและรับใช้สโมสรเดียวตั้งแต่เริ่มเล่นจนเลิกเล่น คาร์ราเกอร์ก็คือมิสเตอร์ลิเวอร์พูล ที่เริ่มต้นชีวิตการค้าแข้งและจบชีวิตการค้าแข้งกับสโมสรเดียวคือลิเวอร์พูล ไม่ต่างกัน

โดยตลอดระยะเวลา 18 ปีในสีเสื้อของหงส์แดง คาร์ราเกอร์ลงเล่นให้ลิเวอร์พูลในทุกๆ รายการไปทั้งสิ้น 737 นัด (ถือเป็นนักเตะที่ลงสนามเกมอย่างเป็นทางการให้ลิเวอร์พูลมากที่สุดตลอดกาลเป็นอันดับ 2 ของสโมสร เป็นรองเพียงเอียน คัลลาแกน ที่ลงสนามเป็นอันดับ 1 ที่ 857 นัด) ยิงได้ 5 ประตู สามารถพาทีมกวาดถ้วยแชมป์ไปได้ไม่น้อย ได้แก่ แชมป์เอฟเอคัพ 2 สมัย (ค.ศ. 2001, 2006) แชมป์ลีกคัพ 3 สมัย (ค.ศ. 2001, 2003, 2012) แชมป์ยูฟ่าแชมเปี้ยนลีก 1 สมัย (ค.ศ. 2005) แชมป์ยูฟ่าคัพ 1 สมัย (ค.ศ. 2001) แชมป์ยูฟ่าซูเปอร์คัพ 2 สมัย (ค.ศ. 2001, 2005) และแชมป์เอฟเอคอมมูนิตีชีลด์ 2 สมัย (ค.ศ. 2001, 2006) ขาดเพียงแชมป์เดียวที่เขาและชาวเดอะค็อปทุกคนต่างปรารถนานั่นก็คือแชมป์พรีเมียร์ลีก ในขณะที่สถิติกับทีมชาติอังกฤษนั้น คาร์ราเกอร์ติดทีมชาติอังกฤษไปทั้งสิ้น 38 นัดในช่วงปี ค.ศ. 1999-2010

ในฐานะนักเตะ หากว่ากันตามจริงแล้วคาร์ราเกอร์ถือว่าเป็นปราการหลังตัวกลางที่ฟอร์มผีเข้าผีออกคนหนึ่ง กล่าวคือบทจะแข็งแกร่งก็แข็งจนยากจะมีกองหน้าคนไหนผ่านเขาไปได้ ทว่าในหลายๆ ครั้งเขาก็ฟอร์มหลุดแบบไม่น่าเชื่อ เห็นได้จากสถิติที่ไม่น่าจะจดจำสักเท่าไหร่สำหรับอาชีพกองหลัง นั่นคือ การทำเข้าประตูตัวเองไปทั้งสิ้น 7 ครั้งตลอดชีวิตการค้าแข้ง อย่างไรก็ตาม ในช่วงกลางๆ ค่อนไปทางท้ายๆ ของอาชีพ คาร์ราเกอร์สามารถยกระดับตัวเองขึ้นมาเป็นปราการหลังตัวหลักของลิเวอร์พูล และสร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม (โดยเฉพาะแมตช์แห่งความทรงจำที่ทัพเดอะค็อปพลิกนรกเอาชนะเอซี มิลาน คว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปี้ยนลีก ในปี ค.ศ. 2005 มาครองได้อย่างเซอร์ไพร์สและยิ่งใหญ่) ก่อนที่ในช่วงท้ายๆ ของอาชีพ ร่างกายของเขาจะเริ่มโรยราลงไป และตัดสินใจแขวนสตั๊ดจบอาชีพการค้าแข้งไปในที่สุดเมื่อปี ค.ศ. 2013 โดยลงเล่นเกมสุดท้ายไปเมื่อวันที่ 19 พ.ค. ปี ค.ศ. 2013

อย่างไรก็ตาม แม้ฟอร์มในสนามจะผีเข้าบ้างผีออกบ้าง แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นคุณลักษณะที่น่าสนใจของคาร์ราเกอร์ก็คือ ความยืดหยุ่นในการยืนตำแหน่ง กล่าวคือเขาสามารถยืนตำแหน่งได้หลากหลายในแนวรับ ไล่ตั้งแต่เซนเตอร์ตัวกลาง แบ็คขวาและซ้าย ไปจนถึงการรับบทเป็นกองกลางตัวรับ เขาก็สามารถทำได้อย่างไม่เคอะเขิน ซึ่งลีลาการเล่นของคาร์ราเกอร์โดยทั่วไปนั้นจะเป็นไปในทางการเข้าบอลอย่างดุดัน โฉ่งฉ่าง ถึงลูกถึงคน ไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหน ซึ่งก็ถือว่าเป็นไปตามคาแลกเตอร์อันโดดเด่นที่คาร์ราเกอร์มีติดตัวมาตลอดชีวิตการค้าแข้ง นั่นก็คือ ความมุ่งมั่นแบบเกินร้อยและความใจสู้แบบไม่มีถอย ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้แฟนบอลหงส์แดงและแฟนบอลทีมอื่นๆ ทั่วโลกจดจำเขาได้เป็นอย่างดี

กระทั่งแขวนสตั๊ดแล้ว แต่ด้วยความที่มีเลือดของหงส์แดงไหลเวียนอยู่ทั่วร่าง ทำให้เวลาที่มีใครออกมาหมิ่นแคลนสโมสรที่เขารัก คาร์ราเกอร์ก็มักไม่รอช้าที่จะเปิดสงครามน้ำลายทันที (ซึ่งนิสัยนี้เป็นมาตั้งแต่สมัยที่เขายังค้าแข้งอยู่แล้ว) ด้วยคุณสมบัติใช้ปากเก่งเช่นนี้ คาร์ราเกอร์จึงถูกทาบทามให้ไปทำหน้าที่นักวิเคราะห์วิจารณ์เกมของสกายสปอร์ต ประเทศอังกฤษ ซึ่งด้วยลีลาการวิจารณ์แบบตรงไปตรงมา เว้าซื่อๆ แบบขวานผ่าซากแบบไม่เกรงใจใคร ก็ทำให้เขาได้อกได้ใจแฟนบอลจำนวนไม่น้อย แต่ก็แน่นอนว่าแฟนบอลทีมคู่อริที่มีอคติกันอยู่อย่างแมนฯ ยูฯ หรือเอฟเวอร์ตัน ก็ยังคงไม่ชอบเขาเท่าไหร่นัก

จนกระทั่งเขาได้ไปจับคู่ทำรายการร่วมกันกับอดีตตำนานของปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งเคยเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตลอดสมัยที่ยังค้าแข้งกันอยู่อย่าง แกรี่ เนวิลล์ นั่นเองที่ทำให้ภาพลักษณ์ของเขาแลดูเป็นมิตรกับแฟนบอลที่เคยไม่ชอบเขามากขึ้น ด้วยคาแลกเตอร์แบบพี่น้องที่บลัฟกันไปมาอย่างไม่ถือสาหาความกัน ทำให้พวกเขาทั้งสองกลายเป็นหนึ่งในสีสันของวงการฟุตบอลอังกฤษในยุคปัจจุบันนี้

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *