“แกรี่ เนวิลล์” จากตำนานแบ็คผี สู่นักวิจารณ์ปากกล้า

หากเอ่ยชื่อของนักวิจารณ์ฟุตบอลปากกล้าในฟากฝั่งประเทศอังกฤษชั่วโมงนี้ เชื่อว่าหนึ่งในนั้นจะต้องมีชื่อของ “เฮียเนฟ” แกรี่ เนวิลล์ (Gary Neville) อยู่อย่างแน่นอน

แกรี่ เนวิลล์ ลืมตาดูโลกที่เมืองบิวรี แมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1975 เรียกได้ว่าเป็นแมนคูเนี่ยนเต็มตัว และไม่แปลกที่เขาจะเริ่มต้นชีวิตการเป็นนักฟุตบอลด้วยการฝากฝังตัวเองเข้าสู่อะคาเดมี่ของปีศาจแดงตั้งแต่แบเบาะ ก่อนจะได้รับการเทิร์นโปรขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เมื่อปี ค.ศ. 1992

แกรี่ เนวิลล์ ถือเป็นหนึ่งในขุนพลชุด Class of 1992 อันลือลั่นของแมนฯ ยูฯ ร่วมกับเดวิด เบ็คแฮม ไรอัน กิ๊กส์ พอลล์ สโคลส์ นิคกี้ บัตต์ และฟิลล์ เนวิลล์ กล่าวคือเป็นชุดเยาวชนของปีศาจแดงที่เทิร์นโปรขึ้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่เมื่อปี ค.ศ. 1992 และเป็นขุนพลชุดนี้นี่เองที่หักปากกาเซียนทั่วประเทศอังกฤษ ด้วยการพาทีมผงาดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกอังกฤษประจำซีซั่น 1992-93 ได้อย่างไม่มีใครเชื่อ และหนึ่งในเซียนที่หน้าแหกก็คือ อลัน แฮนเซน ตำนานลูกหนังทีมหงส์แดง ที่ประกาศกร้าวใส่เซอร์ อเล็ก เฟอร์กูสัน ก่อนที่ซีซั่นนั้นจะเริ่มต้นว่า คุณไม่มีทางคว้าแชมป์ได้ด้วยการใช้เด็กพวกนี้ (หมายถึงขุนพลชุด Class of 1992 ) หรอก!

ในฐานะแบ็คขวา แกรี่ เนวิลล์ ถือเป็นแบ็คที่ถือว่าไม่มีลวดลายหวือหวาหรือความเร็วชนิดจรวดทางเรียบให้แฟนบอลได้จดจำ หากแต่ในการเล่นฟุตบอลแบบเรียบๆ ของเขานั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความมีวินัยในการเล่น มีความฟิตในระดับวิ่งขึ้นสุดลงสุดในฝั่งขวาของสนามได้อย่างไม่มีหมด และที่สำคัญคือในยุคพีคๆ เขาประสานงานกับปีกขวาแมนฯ ยูฯ ชั่วโมงนั้นอย่างเดวิด แบ็คแฮม ได้อย่างลงตัว จนสามารถเก็บกอบชัยชนะและคว้าถ้วยรางวัลมาสู่สโมสรได้อย่างมากมาย

ตลอดการค้าแข้งกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 20 ปีเต็ม (ค.ศ. 1992-2011) แกรี่ เนวิลล์ ลงสนามให้ทัพปีศาจแดงไปทั้งสิ้น 602 นัด ยิงไปได้ 7 ประตู คว้าแชมป์ได้มากมายก่ายกอง อันได้แก่ แชมป์พรีเมียร์ลีก 12 สมัย (ค.ศ. 1992–93, 1993–94, 1995–96, 1996–97, 1998–99, 1999–2000, 2000–01, 2002–03, 2006–07, 2007–08, 2008–09, 2010–11) แชมป์เอฟเอคัพ 4 สมัย (ค.ศ. 1993–94, 1995–96, 1998–99, 2003–04) แชมป์ลีกคัพ 3 สมัย (ค.ศ. 2005–06, 2008–09, 2009–10) แชมป์ยูฟ่าแชมเปี้ยนลีก 2 สมัย (ค.ศ. 1998–1999, 2007–2008) แชมป์อินเตอร์คอนติเนนตัลคัพ 1 สมัย (ค.ศ. 1999) แชมป์ฟีฟ่าคลับเวิลด์คัพ 1 สมัย (ค.ศ. 2008) และแชมป์คอมมูนิตีชีลด์ 9 สมัย (ค.ศ. 1993, 1994, 1996, 1997, 2003, 2007, 2008, 2010, 2011) ขณะที่บทบาทในนามทีมชาติอังกฤษ เขาก็ติดทีมชาติไปทั้งสิ้น 85 นัด และครองภาพลักษณ์ของการเป็นแบ็คขวาเบอร์ 2 ที่มีความสม่ำเสมอมากที่สุดคนหนึ่งของอังกฤษ

แม้ฟอร์มโดยรวมในสนามนั้นแกรี่จะแลดูเรียบๆ ไม่ค่อยมีปากมีเสียงอะไรกับใครนัก ทว่าหากเป็นนอกสนาม เขามักสร้างประเด็นกับนักเตะหรือแฟนบอลทีมอื่นๆ อยู่เสมอๆ ด้วยความที่เป็นเด็กผีชนิดเกิน 100 เปอร์เซนต์ ทำให้เขาพร้อมที่จะสวนกลับทุกคำวิจารณ์หรือคำด่าทอต่อว่าจากภายนอกที่มีเข้ามาสู่สโมสรที่เขารัก ไม่เว้นแม้กระทั่งอดีตเพื่อนร่วมทีมหลายรายที่ย้ายออกจากแมนฯ ยูฯ ไปแล้วพาดพิงในทางลบมาสู่สโมสร แกรี่ก็พร้อมไฟว์ทอย่างไม่ลังเล อย่างเช่นกรณีที่เขามีปากเสียงอย่างยาวนานกับคาร์ลอส เตเวช อดีตเพื่อนร่วมทีมแมนฯ ยูฯ ที่ย้ายออกไปร่วมทีมคู่อริอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และมักให้สัมภาษณ์พาดพิงแมนฯ ยูฯ และเซอร์อเล็กในทางร้ายอยู่เสมอๆ เป็นต้น

ด้วยลีลาฝีปากที่พร้อมไฟว์ทกับทุกคน ทำให้ช่องสกายสปอร์ตของอังกฤษเห็นแววของแกรี่ ให้หลังจากแขวนสตั๊ดแล้วเขาจึงถูกทาบทามไปทำงานเป็นนักวิจารณ์ให้กับทางสถานี ซึ่งด้วยความที่ทำงานวิจารณ์ได้อย่างจัดจ้านจนเป็นที่หมั่นไส้ของแฟนบอลทั่วไป ทำให้แกรี่มักถูกท้าทายจากแฟนบอลเสมอว่า ถ้าเก่งนักก็ให้ไปคุมทีมไหนสักทีมให้ประสบความสำเร็จซะ! ซึ่งไม่นาน แกรี่ก็ได้พิสูจน์ตัวเองในฐานะผู้จัดการทีมเป็นครั้งแรก (และอาจจะเป็นครั้งเดียว) ในชีวิตของเขา

ในฐานะผู้จัดการทีม แกรี่เคยได้รับโอกาสไปเป็นผู้จัดการทีมบาเลนเซียในลาลีกาสเปนอยู่ช่วงระยะเวลาสั้นๆ ในช่วงกลางซีซั่น 2015–16 เนื่องมาจากปีเตอร์ ลิม เจ้าของสโมสรบาเลนเซียถือว่าเป็นเพื่อนสนิทของเขากับน้องชาย ฟิลล์ เนวิลล์ ทางลิมจึงให้โอกาสแกรี่ได้เข้ามาลองบทบาทผู้จัดการทีมดู ซึ่งเขาก็ทำได้ไม่นัก ก่อนจะถูกปลดออกไป และเจ้าตัวก็ประกาศชัดว่าจะไม่ขอย้อนกลับไปทำงานเป็นผู้จัดการทีมอีกแล้ว

ปัจจุบัน แกรี่ยังคงเอาดีทางด้านการเป็นนักวิจารณ์ฝีปากกล้า ที่ทำหน้าที่วิจารณ์ฟุตบอลอังกฤษได้อย่างถึงพริกถึงขิงโดยอิงกับความชอบ-ไม่ชอบส่วนตัวอย่างโจ่งแจ้งตามสไตล์ของเขา ซึ่งในช่วงหลังทางสถานีที่เขาสังกัดก็ได้ปิ๊งไอเดีย จับคู่เขากับอดีตตำนานของหงส์แดง ลิเวอร์พูล อย่าง เจมี่ คาราเกอร์ ที่มีดีกรีความฝีปากดีไม่แพ้กัน ให้มาทำงานร่วมกันในฐานะพิธีกรร่วม ซึ่งพวกเขาก็สามารถทำงานเข้าขาและสร้างสีสันให้กับการวิจารณ์ฟุตบอลได้เป็นอย่างดี

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *