ส่องกล้องทีมชาติไทยในยุคนิชิโนะ

เป็นเวลากว่า 4 เดือนได้แล้วนะครับที่อากิระ นิชิโนะ อดีตกุนซือทีมชาติญี่ปุ่น ประกาศเข้ามารับงานคุมทีมชาติไทยทั้งชุดใหญ่และชุด U-23 และต่อไปนี้คือผลงานของทีมชาติไทยทั้ง 2 ชุดในยุคของกุนซือสัญชาติญี่ปุ่นรายนี้

1.ทีมชาติไทยชุดใหญ่

[นัดกระชับมิตร]

-เปิดบ้านเสมอคองโก 1-1

[ฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย-รอบที่ 2]

-เปิดบ้านเสมอเวียดนาม 0-0

-บุกไปอัดอินโดนีเซียถึงจาการ์ตา 0-3

-เปิดบ้านชนะสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) 2-1

-บุกไปแพ้มาเลเซีย 2-1

-บุกไปเสมอเวียดนาม 0-0

สรุปผล : แข่ง 5 นัด ชนะ 2 เสมอ 2 แพ้ 1 ยิงได้ 6 ประตู เสีย 3 ประตู มี 8 แต้ม รั้งอันดับ 3 ของกลุ่ม G ขณะที่อันดับ 1 ของกลุ่มเป็นเวียดนาม มี 11 แต้ม ตามมาด้วยอันดับ 2 มาเลเซีย มี 9 แต้ม

2.ทีมชาติไทยชุด U-23

[ฟุตบอลซีเกมส์ 2019 ที่ประเทศฟิลิปปินส์]

-แพ้อินโดนีเซีย 0-2

-ชนะบรูไน 7-0

-ชนะสิงคโปร์ 3-0

-ชนะลาว 2-0

-เสมอเวียดนาม 2-2

สรุปผล : ตกรอบแบ่งกลุ่ม จากการแข่ง 5 นัด ชนะ 3 เสมอ 1 แพ้ 1 ประตูได้เสียบวก 10 ประตู มี 10 คะแนน ได้อันดับ 3 ของกลุ่ม B ขณะที่อันดับ 1 ของกลุ่มเป็นเวียดนาม ที่แข่ง 5 ชนะ 4 เสมอ 1 มี 13 คะแนน ส่วนอันดับ 2 เป็นอินโดนีเซีย ที่แข่ง 5 นัด ชนะ 4 แพ้ 1 มี 12 คะแนน

แน่นอนว่าหากเรามองแค่ผลงานหลังสุดอย่างการตกรอบแบ่งกลุ่มซีเกมส์ 2019 หลายคนคงมองว่าทีมชาติไทยในยุคนี้ช่างห่วยบรม และการคุมทีมของนิชิโนะนั้นก็บรมห่วยยิ่งกว่า แต่อย่างไรก็ตาม ผมขอมองแบ่งออกเป็น 2 ชุดครับ คือ ทีมชาติชุดใหญ่กับทีมชาติชุด U-23

ทีมชาติไทยชุดใหญ่

ยังจำความรู้สึกตอนที่ทีมชาติไทยเปิดบ้านเอาชนะสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ไปได้ 2-1 มั้ยครับ ณ ตอนนั้นแฟนบอลชาวไทยต่างดีใจกันถ้วนทั่ว พร้อมยกให้ทีมชาติไทยในยุคของนิชิโนะคือทีมที่มีทรงฟุตบอลน่าเกรงขามและน่าจะก้าวไปสู่ความเป็นท็อปของเอเชียได้

มากกว่านั้นคือ ชาวไทยเริ่มฝันเห็นภาพที่ทีมชาติไทยจะก้าวไปสู่ศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

เพราะนับตั้งแต่การมาของนิชิโนะ นักเตะทีมชาติไทยมีความเปลี่ยนแปลงไปในหลายๆ ด้าน ทั้งความฟิต การเพรสซิ่งเร็ว การเข้าทำโดยใช้ความเร็ว และจิตใจที่มุ่งมั่นมากขึ้น

ความฟิต = นี่คือสิ่งที่เฮดโค้ชหลายๆ คนที่เข้ามาคุมทีมชาติไทยพยายามอย่างยิ่งที่จะผลักดันให้เกิดขึ้น แต่ส่วนใหญ่ก็มักไม่ประสบความสำเร็จ แต่ทีมชาติไทยในยุคของนิชิโนะถูกขับดันจุดนี้ขึ้นมาจนเห็นได้เด่นชัด นักเตะทุกคนที่ลงทำศึกมีความฟิตในระดับที่สามารถวิ่งได้ตลอด 90 นาที ซึ่งนอกจากความฟิตนี้จะช่วยขับดันศักยภาพในเกมบุกของทีมชาติไทยได้แล้ว ยังส่งผลดีในแง่ของเกมรับ นั่นคือ…

การเพรสซิ่งเร็ว = รูปแบบการเล่นเกมรับแบบรุกนี้คือสิ่งที่นิชิโนะพยายามผลักดันให้เกิดขึ้นกับทีมชาติไทย คือการเข้ากดดันเร็วจนคู่ต่อสู้ไม่สามารถตั้งเกมบุกได้ถนัดถนี่ และหลายครั้งก็สามารถกดดันจนเปลี่ยนจากรับกลายเป็นรุกได้อย่างน่าสนใจ ซึ่งแน่นอนว่าการจะทำเช่นนั้นได้ นักเตะต้องมีความฟิตระดับเต็มหลอด ซึ่งก็สะท้อนให้เห็นไปแล้วดังที่กล่าวถึงข้างต้น

การเข้าทำโดยใช้ความเร็ว = รูปแบบนี้อาจไม่ค่อยได้เห็นเท่าไหร่ในการคุมทีมนัดแรกๆ ของนิชิโนะ แต่ในระยะหลังเริ่มมีให้เห็นชัดเจนขึ้น ตั้งแต่ที่ไทยเปิดบ้านเอาชนะยูเออีไปได้ 2-1 รูปแบบการใช้ความเร็วเข้าทำนี้ถือเป็นอาวุธสำคัญที่ทำให้ไทยเอาชนะคู่แข่งได้อย่างน่าสนใจ ด้วยระบบการเล่นของนิชิโนะที่วางไว้ให้ทีมชาติไทยคือ 4-2-3-1 ตัวรุก 3 คนโดยเฉพาะปีก 2 ข้างจะสามารถความเร็วในการบุกทะลวงเข้าทำประตูคู่แข่ง โดยมีหน้าเป้าอย่างธีรศิลป์ แดงดา คอยประจำการหน้ากรอบประตู จริงอยู่ว่านี่ไม่ใช่แผนที่ล้ำลึกอะไรมากมาย แต่หากได้ปีก 2 ข้างที่มีความเร็วและสกิลเฉพาะตัวโดดเด่น ก็จะช่วยขับดันให้แผนนี้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมา ตัวหลักในตำแหน่งปีกนี้คือเอกนิษฐ์ ปัญญา และศศลักษณ์ ไหประโคน ถือว่าทำหน้าที่ได้ดีไม่น้อยทีเดียว

จิตใจที่มุ่งมั่นมากขึ้น = ตามประสาชาวญี่ปุ่นซึ่งเป็นชนชาติที่มีความจริงจังและมุ่งมั่นในระดับเกินร้อย นิชิโนะได้นำเอาคุณลักษณะประจำชาติของตนมาถ่ายทอดและปลูกฝังให้เกิดขึ้นกับนักเตะทีมชาติไทยในความดูแลของเขา ความคิดที่ว่า เราเจ๋ง! เราสู้ได้! ถูกแสดงออกผ่านทางเกมหลายๆ เกมที่ผ่านมา และเชื่อว่าถ้าได้รับการปลูกฝังต่อๆ ไปน่าจะยิ่งทำให้ทีมชาติไทยแกร่งขึ้นอีกมาก

อย่างไรก็ตาม อาจเป็นไปได้ว่าเหตุการณ์ที่เราออกไปแพ้ให้กับมาเลเซีย รวมถึงบุกไปเสมอเวียดนามใน 2 นัดสุดท้ายนั้น ถือเป็นอุบัติเหตุของโลกลูกหนัง ที่อาการช็อตมันเกิดขึ้นได้ และเมื่อช็อตสักครั้งหนึ่งแล้ว ก็อาจมีอาฟเตอร์เอ็ฟเฟกซ์ตามมา

สิ่งสำคัญอยู่ที่การหยุดทบทวนและตั้งสติให้เร็ว ก่อนกลับเข้าสู่รูปแบบและวิถีที่เฮดโค้ชวางไว้ให้

ทีมชาติไทยในยุคของนิชิโนะมีแนวทางการเล่นที่ชัดเจนดังที่กล่าวไปข้างต้น และหากสามารถพัฒนาตามแนวทางนี้ได้ ทีมชาติไทยน่าจะพัฒนาไปได้อีกไม่น้อย ขอเพียงอดทน และอย่ามัวหมกมุ่นกับความผิดพลาดมากเกินไปเท่านั้น

ทีมชาติชุด U-23

ทีมชาติชุด U-23 เองก็ถูกปลูกฝังในสิ่งที่ไม่ต่างไปจากทีมชาติชุดใหญ่เท่าไหร่นัก แต่ต้องยอมรับว่า เยาวชนของไทยในช่วงหลังๆ นี้มีพัฒนาการที่ด้อยลงไปเมื่อเทียบกับชาติเอเชีย หรือแม้กระทั่งชาติอาเซียนเพื่อนบ้านของเรา ผิดกับเวียดนามที่ช่วงที่ผ่านมาเขามุ่งมั่นซุ่มผลักดันเยาวชน จนถึงเวลานี้เยาวชนของเขาแข็งแกร่งและเริ่มทยอยอัพสเกลขึ้นสู่ทีมชาติชุดใหญ่ ไม่เว้นแม้แต่อินโดนีเซียชุด U-23 ที่ทำได้ดีมากๆ เช่นกัน

เมื่อทักษะ ทีมเวิร์ค รวมไปถึงใจสู้เขาไม่ได้ นิชิโนะและบอร์ดบริหารของสมาคมฟุตบอลอาจต้องทบทวนถึงแนวทางการทำทีมชุดเยาวชนของประเทศอีกครั้งว่ากำลังไปถูกทางไหม เพราะไม่ใช่แค่ชุด U-23 เท่านั้นที่สู้เขาไม่ได้ แต่ U-19 และ U รองๆ ลงไปก็ประสบปัญหาดังกล่าวเช่นเดียวกัน

อย่ามัวแต่ชะล่าใจว่าเราเป็นเจ้าอาเซียน เพราะชาติอื่นเขาก็พยายามที่จะพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง ถ้าเราหยุด เราย่อมถูกเขาแซง ง่ายๆ เช่นนั้นเอง

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *